ฟรีสำหรับทุกสำนักงานบัญชี ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่มีการขึ้นอันดับด้วยเงิน ทำไมเราถึงให้ฟรี
AccountingTH

ปิดบริษัท ทั่วประเทศไทย

7 สำนักงานในระบบที่ให้บริการปิดบริษัท เลือกจังหวัดเพื่อดูรายชื่อในพื้นที่ของคุณ

ตรวจสอบกับ DBD แล้ว รีวิวจริงจาก Google ลงประกาศฟรี

เกี่ยวกับ ปิดบริษัท

ปิดบริษัทคือกระบวนการเลิกกิจการของนิติบุคคลให้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติพิเศษเลิกบริษัทด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ยื่นจดทะเบียนเลิกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติ ลงประกาศหนังสือพิมพ์ในท้องถิ่น และแจ้งเจ้าหนี้เป็นลายลักษณ์อักษรผ่านจดหมายลงทะเบียน ส่วนด้านภาษีต้องยื่น ภพ.09 เพื่อยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 15 วันนับจากวันจดทะเบียนเลิก ปิดงบ ณ วันเลิกให้ผู้สอบบัญชีตรวจ ชำระภาษีและหนี้สินให้หมด แบ่งทรัพย์สินที่เหลือให้ผู้ถือหุ้น แล้วประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติเสร็จการชำระบัญชี และยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีกับ DBD ภายใน 14 วันหลังวันประชุม

กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน ส่วนใหญ่อยู่ที่ 6-12 เดือน เพราะกรมสรรพากรอาจขอตรวจสอบบัญชีย้อนหลังก่อนปล่อยให้ปิด แต่หากบริษัทจำกัดหรือหจก.ต้องปิดหลังจากเปิดมาไม่ถึง 1 รอบปีบัญชี สามารถทำงบเลิกและชำระบัญชีได้เลยโดยไม่ต้องปิดงบการเงินก่อน

ค่าบริการของสำนักงานบัญชีในการปิดบริษัทเริ่มต้นที่ 30,000-50,000 บาทสำหรับบริษัทเล็กที่ไม่มีหนี้สินค้างและไม่ได้จดทะเบียน VAT ขยับขึ้นมาเป็น 50,000-100,000 บาทสำหรับบริษัทขนาดกลางที่มีรายการต่อเนื่องหลายปี และอาจเกิน 100,000 บาทสำหรับบริษัทที่มีหนี้สิน ลูกหนี้ค้างชำระ หรือเคยมีปัญหาภาษีกับกรมสรรพากร ค่าใช้จ่ายนี้รวมการประสานงานเอกสารกับ DBD และกรมสรรพากร แต่ไม่รวมค่าธรรมเนียมราชการ ค่าลงประกาศหนังสือพิมพ์ประมาณ 500-2,000 บาท และค่าผู้สอบบัญชีตรวจงบเลิกเริ่มต้น 8,000-50,000 บาทตามความซับซ้อนของงาน

เนื้อหาโดย: ทีมบรรณาธิการ AccountingTH

ตรวจสอบความถูกต้องโดย: ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ในประเทศไทย

อัปเดตล่าสุด: พฤษภาคม 2569

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปิดบริษัท

ขั้นตอนการปิดบริษัทมีอะไรบ้าง ใช้เวลานานแค่ไหน

การปิดบริษัทแบ่งเป็น 2 ระยะใหญ่คือจดทะเบียนเลิก และชำระบัญชี เริ่มจากประชุมผู้ถือหุ้นลงมติพิเศษเลิกบริษัท ต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของหุ้นที่เข้าประชุม แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี ซึ่งปกติเป็นกรรมการหรือบุคคลภายนอกที่ผู้ถือหุ้นเลือกมา จากนั้นยื่นจดทะเบียนเลิกที่ DBD ภายใน 14 วันนับจากวันที่มีมติ ลงประกาศหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น 1 ครั้ง และส่งจดหมายลงทะเบียนแจ้งเจ้าหนี้ ส่วนด้านภาษีต้องยื่น ภพ.09 เพื่อยกเลิก VAT ที่กรมสรรพากรภายใน 15 วันหลังจดเลิก ปิดงบ ณ วันเลิกให้ผู้สอบบัญชีตรวจ ส่งกรมสรรพากรพร้อม ภงด.50 ชำระหนี้และภาษีให้หมด แบ่งทรัพย์สินคืนให้ผู้ถือหุ้น สุดท้ายประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติเสร็จการชำระบัญชี และยื่นจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีที่ DBD ภายใน 14 วันหลังประชุม ใช้เวลาขั้นต่ำ 6 เดือน เพราะต้องรอลงประกาศหนังสือพิมพ์และให้เวลาเจ้าหนี้แสดงสิทธิ์ ส่วนใหญ่ 6-12 เดือน บริษัทที่มีรายการซับซ้อนหรือถูกกรมสรรพากรเรียกตรวจอาจใช้เวลานานถึง 2 ปี ระหว่างชำระบัญชีถ้าเกิน 3 เดือนต้องยื่นรายงานความก้าวหน้า แบบ ลช.3 ทุก 3 เดือน

ทำไมปิดบริษัทแพงกว่าที่คิด มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

หลายคนเข้าใจผิดว่าแค่ค่าธรรมเนียม DBD ไม่กี่พันบาท แต่จริงๆ ค่าใช้จ่ายมาจากหลายส่วน อันดับแรกคือค่าธรรมเนียมราชการที่ DBD สำหรับจดทะเบียนเลิกและเสร็จการชำระบัญชี รวมประมาณ 1,000-2,000 บาท ค่าลงประกาศหนังสือพิมพ์ท้องที่ 500-2,000 บาท ค่าผู้สอบบัญชีตรวจงบเลิก 8,000-50,000 บาทตามขนาดบริษัท ราคาแพงกว่างบปกติเพราะ CPA ต้องสอบบัญชีอย่างละเอียด ดูทรัพย์สินคงเหลือและการชำระหนี้ ค่าบริการสำนักงานบัญชีในการดำเนินเรื่อง 30,000-100,000 บาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อน และค่าภาษีค้างย้อนหลังถ้ามี ซึ่งบางกรณีกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ใหญ่ที่สุด เพราะกรมสรรพากรไม่ยอมให้ปิดบริษัทถ้ายังมีหนี้ภาษี รวมเริ่มต้นที่ 40,000-60,000 บาทสำหรับบริษัทเล็กที่ไม่มีปัญหา และอาจถึง 200,000-300,000 บาทสำหรับบริษัทที่มีรายการซับซ้อนหรือต้องปรับงบย้อนหลัง

บริษัทไม่ได้ทำกิจการแล้ว แค่ทิ้งไว้ไม่ส่งงบได้ไหม

ทำได้แต่ผลเสียมากกว่าผลดี ทุกปีที่ไม่ส่งงบ DBD ปรับบริษัท 1,000-12,000 บาทตามระยะเวลาที่ส่งงบล่าช้า กรรมการต้องจ่ายค่าปรับแยกอีกชุดเท่ากับบริษัท ค่าปรับสะสมต่อปีอาจขึ้นไปถึง 24,000 บาท ฝั่งกรมสรรพากรก็ปรับแยกต่างหาก ค่าปรับ ภงด.50 และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง ปี 2567 DBD เริ่มขีดชื่อนิติบุคคลที่ไม่ส่งงบนานเป็นบริษัทร้าง และเพิกถอนทะเบียนกว่า 10,000 ราย แต่การถูกขีดชื่อไม่ใช่การปิดบริษัทอย่างถูกต้อง กรรมการยังมีความรับผิดทางกฎหมายเรื่องภาษีและหนี้คงค้าง ถ้าจะขอสินเชื่อหรือจดบริษัทใหม่ในชื่อตัวเองในอนาคต อาจถูกตรวจประวัติย้อนหลังและเจอปัญหา เปรียบเทียบตัวเลขจริง ค่าปิดบริษัทถูกต้องอยู่ที่ 40,000-60,000 บาทครั้งเดียว ส่วนค่าปรับสะสม 5 ปีอาจถึง 120,000 บาทบวกเงินเพิ่มภาษี

ปิดบริษัทแล้วถ้ามีหนี้ค้างจะทำอย่างไร

ผู้ชำระบัญชีต้องเอาทรัพย์สินที่เหลือมาชำระหนี้ก่อน ถ้าทรัพย์สินไม่พอ ลำดับการชำระตามกฎหมายคือเจ้าหนี้บุริมสิทธิก่อน เช่น ค่าจ้างพนักงาน ภาษี ต่อมาเป็นเจ้าหนี้สามัญ ถ้าทรัพย์สินไม่พอชำระเจ้าหนี้สามัญก็ตัดส่วนที่เหลือ ผู้ถือหุ้นไม่ได้รับเงินคืน เจ้าหนี้รับน้อยกว่าที่ควรได้ แต่ถ้าหนี้สินมากกว่าทรัพย์สินจริงๆ ต้องเข้ากระบวนการล้มละลายแทนการชำระบัญชีปกติ ซึ่งทำเรื่องต้องผ่านศาลและใช้เวลานานกว่ามาก กรรมการที่เซ็นค้ำประกันส่วนตัวกับเจ้าหนี้ยังคงมีหนี้ส่วนตัวต่อเนื่องแม้บริษัทเลิกไปแล้ว กรมสรรพากรเป็นเจ้าหนี้ที่ไม่ปล่อยให้ปิดบริษัทถ้ายังมีหนี้ภาษีค้างชำระ ต้องจ่ายหรือผ่อนชำระให้หมดก่อนถึงจะได้ใบจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

ปิดบริษัทแล้ว ถ้าอยากเปิดใหม่ใช้ชื่อเดิมได้ไหม

ใช้ได้ แต่ต้องเป็นนิติบุคคลใหม่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนใหม่ เลขผู้เสียภาษีใหม่ ทุกอย่างใหม่หมด ชื่อเดียวกันใช้ได้ถ้าไม่โดนคนอื่นตัดหน้าจดไปก่อนหลังบริษัทเดิมเลิกไปแล้ว ในทางปฏิบัติแนะนำให้รอประมาณ 1-2 เดือนหลังจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี เพื่อให้ระบบ DBD อัปเดตและไม่ขึ้นคำเตือนชื่อนิติบุคคลซ้ำ

ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) ปิดต่างจากบริษัทจำกัดอย่างไร

ขั้นตอนคล้ายกันแต่ง่ายกว่า เพราะ หจก. ไม่ต้องประชุมผู้ถือหุ้น แค่ให้หุ้นส่วนทุกคนตกลงร่วมกันลงมติเลิก แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี และยื่นจดทะเบียนเลิกที่ DBD ภายใน 14 วันจากวันมีมติ ส่วนการลงประกาศหนังสือพิมพ์ การแจ้งเจ้าหนี้ การยกเลิก VAT และการชำระบัญชีเหมือนบริษัทจำกัดทุกอย่าง ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าประมาณ 20-30% เพราะเอกสารน้อยกว่า สำหรับ หจก. ที่เข้าเกณฑ์ใช้ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) แทน CPA ราคาตรวจงบเลิกจะถูกกว่าด้วย แต่ความรับผิดของหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นแบบไม่จำกัด ทรัพย์สินส่วนตัวยังเสี่ยงตามมาแม้ปิด หจก. แล้ว ถ้ามีหนี้ค้างที่ทรัพย์สินของ หจก. ชำระไม่หมด

ต่อให้บริษัทหรือหจก. โดนร้างไปแล้วเพราะไม่ได้ส่งงบ มีโอกาสโดนดึงเข้าสู่ทะเบียนไหม

มีโอกาสโดนดึงกลับเข้าทะเบียนได้หากนิติบุคคลมีสินเชื่อค้างกับธนาคารหรือมีภาษีค้างชำระกับกรมสรรพากร